สุขใจวันวิสาขะ ไหว้พระ “4 วัดงามลำพูน”

พรุ่งนี้ก็จะเป็น “วันวิสาขบูชา” อันเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสสู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงยึดถือวันนี้เป็นวันสำคัญ และชาวโลกก็ยกย่องให้วันนี้เป็น “วันสำคัญสากล” อีกด้วย

สำหรับพวกเราชาวพุทธไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ถือศีลปฏิบัติธรรมและทำจิตใจให้ผ่องใสในวันวิสาขบูชานี้ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวพุทธนิยมทำในวันนี้ก็คือการทำบุญตักบาตรและกราบไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล ในวันนี้จึงขอแนะนำ “4 วัดงามแห่งเมืองลำพูน” จังหวัดล้านนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนามายาวนาน และมีวัดอันงดงามและสำคัญทางประวัติศาสตร์มาให้ได้รู้จักกัน
วัดพระธาตุหริภุญชัย

“พระธาตุหริภุญชัย” เป็นหนึ่งในพระธาตุสำคัญแห่งดินแดนล้านนา เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และเป็นดังศูนย์รวมจิตใจของชาวลำพูน นอกจากนี้ยังเป็นพระธาตุประจำปีของคนเกิดปีระกา(ไก่) ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาอีกด้วย

พระธาตุหริภุญชัยสร้างใน พ.ศ. 1607 โดยพระเจ้าอาทิตยราชเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วย ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง
ลักษณะขององค์พระธาตุที่สร้างแรกเริ่มเดิมทีเป็นไปตามพุทธทำนายคือเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงปราสาท สูง 12 ศอก(6 เมตร) มีซุ้มทวาร เข้า-ออกทะลุกันได้ทั้งสี่ด้าน มีปราสาทศิลาแลงสี่เหลี่ยมอยู่มุมละองค์ ครั้นเมื่อพญามังราย เข้ามายึดเมืองหริภุญชัยไว้ในครอบครอง ทรงโปรดให้บูรณะองค์พระธาตุหริภุญชัย ปรับปรุงเป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด และต่อมาในราวปี พ.ศ.1990 (บางข้อมูลระบุปี พ.ศ.1986) สมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งราชวงศ์มังรายโปรดให้บูรณะพระธาตุหริภุญชัยครั้งใหญ่ มีการปรับรูปทรงเป็นเจดีย์ดังรูปแบบที่เห็นในปัจจุบันคือเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาอันสวยงามสมส่วน หุ้มทองจังโกสีทองอร่าม งดงามจนเป็นต้นแบบและมีอิทธิพลต่อพระธาตุเจดีย์องค์อื่นๆ อีกหลายองค์ อาทิ พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน เป็นต้น
นอกจากจะมาสักการะพระธาตุหริภุญชัยแล้ว ภายในบริเวณวัดก็ยังมีสิ่งน่าสนใจให้สักการะและเที่ยวชมกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีทองอร่าม มีพุทธลักษณะที่งดงามยิ่ง ประดิษฐานอยู่อุโบสถ “ซุ้มประตูโขงท่าสิงห์” ที่ตรงส่วนยอดสร้างเป็นทรงปราสาทซ้อนกันหลายชั้น ประดับลวดลายปูนปั้นฝีมือช่างชั้นครูอันสวยงามประณีต มี 2 สิงค์คู่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชสูงประมาณ 3 เมตร สีน้ำตาลอมแดงยืนเด่นงามสง่า ขนาบ 2 ข้างซ้ายขวา “ปทุมวดีเจดีย์” หรือ “สุวรรณเจดีย์” เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมขนาดลดหลั่นกันไป 5 ชั้นเช่นเดียวกับเจดีย์เหลี่ยมหรือกู่กุดวัดจามเทวี ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมหริภุญชัยอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
วัดมหาวัน

“พระรอด” เป็นหนึ่งในพระเบญจภาคีเชื่อกันว่าหากผู้ใดมีไว้บูชาจะรอดพ้นแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง จึงมีคนไม่น้อยอยากได้พระรอดมาไว้บูชาคู่กาย ซึ่งจุดกำเนิดของพระรอดนั้นก็อยู่ที่ “วัดมหาวัน” จังหวัดลำพูนนี่เอง

“พระรอด” มีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ 5 ที่วัดมหาวัน ใน อ.เมือง จ.ลำพูน เมื่อพระเจดีย์ในวัดมหาวันชำรุดและพังทลายลงบางส่วน จึงพบพระพิมพ์ภายในกรุเจดีย์เป็นจำนวนมาก ผู้พบในครั้งนั้นเรียกชื่อพระพิมพ์เหล่านั้นว่า “พระรอด” เพราะมีลักษณะคล้ายกับ “พระรอดหลวง” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณคู่วัดมาแต่ดั้งเดิม

ส่วน “พระรอดหลวง” นั้นเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่วัดมหาวันมาช้านาน ตำนานเล่าว่า เมื่อพระนางจามเทวีเสด็จมาครองเมืองหริภุญชัยนั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาด้วย 2 องค์ คือ พระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระพุทธสิกขิ (พระศิลาดำ) พระองค์ทรงสร้างวัดมหาวันขึ้นและประดิษฐานพระศิลาดำไว้ที่นี่ ต่อมาหริภุญชัยเกิดสงครามกับขุนลัวะวิลังขะ พระฤๅษีจึงใช้พระศิลาดำเป็นต้นแบบสร้างพระเครื่องแจกจ่ายชาวเมืองเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการออกศึก พระเครื่องส่วนที่เหลือบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดมหาวัน ต่อมาเมื่อเจดีย์หักพังลง ชาวบ้านจึงนำพระเครื่องเหล่านี้ไปบูชาและพบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ซึ่งก็หมายถึงพระรอดอันเป็นหนึ่งในพระเบญจภาคีนั่นเอง

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์